สินค้าแม่และเด็กที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ

หากว่าเอ่ยถึงความฝันอันสูงสุดของคุณพ่อคุณแม่ ก็คงจะไม่มีเรื่องใดที่สำคัญมากไปกว่าการที่เจ้าตัวเล็กเติบโตแข็งแรง และสมวัย เพราะว่าการที่จะมีลูกสักคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย  จะดีแค่ไหนหากว่าการเลือกซื้อสินค้าแม่และเด็กอย่างเหมาะสม จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เซฟเงินได้ อีกทั้งยังช่วยให้ใช้เงินให้เกิดประโยชน์ มาดูพร้อมๆ กันดีกว่าว่าสินค้าแม่และเด็กอะไรบ้างที่ยังไม่จำเป็นจะต้องรีบซื้อ ซึ่งมีดังต่อไปนี้  1.เครื่องอุ่นนม  สำหรับคุณแม่ท่านใดที่เลี้ยงลูกเอง อาจจะเห็นว่าการมีเครื่องอุ่นนมดูจะดีกว่าไม่มี ทั้งที่แท้จริงแล้วในกรณีที่คุณแม่เลี้ยงลูกเอง ก็ไม่จำเป็นมากอย่างที่คิด เวลาใช้เครื่องอุ่นนม จุดประสงค์ก็คือเพื่อให้นมที่ใส่ในขวดเก็บเอาไว้ มีอุณหภูมิพอเหมาะสมกับการดื่ม ประดุจการดื่มจากเต้านั่นเอง แต่อย่างไรก็ดี หากคุณแม่เป็นคนที่ทำงานประจำ ก็อาจจะต้องซื้อเครื่องอุ่นนมเอาไว้ เพราะว่าการอุ่นนมในน้ำร้อน ทำให้เสียคุณค่าทางสารอาหารไปนั่นเอง  2.เครื่องนึ่งขวดนมแบบอบแห้ง  นอกจากเครื่องอุ่นนมแล้ว ก็ยังมีเครื่องนึ่งขวดนมแบบอบแห้งที่ไม่สำคัญสักเท่าใดนัก เนื่องจากว่าไม่จำเป็นสำหรับการใช้งานนั่นเอง การอบแห้งจะทำให้ขวดนมมีการเสื่อมสภาพ ไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่อย่างที่คิด ดังนั้น ก็ควรที่จะเลือกใช้หม้อต้มที่เรามีอยู่ในครัวเรือนทดแทนไปก่อนได้ แต่ต้องหลีกเลี่ยงใช้รวมกับหม้อที่หุงข้าวต้มแกง เนื่องจากว่าเป็นหม้อสำหรับใช้ทำอาหาร อาจจมีการปนเปื้อนของแบคทีเรียได้นั่นเอง  3. เครื่องวัดอุณหภูมิ  สำหรับสิ่งที่บางคนคิดว่าจำเป็นแต่แท้ที่จริงแล้วไม่สำคัญก็คือเครื่องวัดอุณหภูมิหรือว่าเทอร์โมมิเตอร์นั่นเอง การใช้เทอร์โมมิเตอร์ เราจะใช้ก็ต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่ผสมน้ำให้ลูกน้อยได้อาบ หากว่าน้ำอุ่นหรือร้อนเกินไป ลูกน้อยก็จะร้อนและผิวเป็นแผลพุพองได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี การใช้เครื่องวัดอุณหภูมิดูจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนัก เพราะสิ้นเปลืองเงินทอง แค่เอาหลังมือไปแตะน้ำเท่านี้ก็ใช้งานได้แล้วเช่นกัน  4.โต๊ะขนาดใหญ่  อ่านถึงตรงนี้แล้วหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าโต๊ะขนาดใหญ่ มีไว้สำหรับสิ่งใดกันแน่ ต้องขอบอกเลยว่าโต๊ะขนาดใหญ่มีเอาไว้สำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อมนั่นเอง แต่หากว่าเป็นการเปลี่ยนผ้าอ้อมที่บ้าน โต๊ะขนาดใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป  เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคของการประหยัด ดังนั้นจะดีกว่าหรือไม่ …

ทำงานอย่างไร ให้งานออกมาประสิทธิภาพสูงสุด

การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ในการทำงานหรือการธุรกิจ จะเป็นการทำด้วยตัวเองหรือว่าจ้างคนอื่นทำ สิ่งที่เราต้องการที่สุดก็คือผลงาสนที่มีประสิทธิภาพ และในการทำงานแบบสมัยใหม่ จะเน้นการทำงานแบบที่ว่า ทำน้อยแต่ได้มาก นั่นหมายความว่าคุณไม่จำเป็นจะต้องใช้เวลานานในการทำ แต่ผลงานที่ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ดังนั้นการจะเริ่มต้นทำธุรกิจหรือว่าทำงานใดๆ คุณต้องเข้าใจหลักการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก่อนว่าควรจะเริ่มต้นแบบไหน เพื่อที่จะได้นำไปปรับใช้กับการทำงาน และการทำธุรกิจของคุณ วิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพ 1. วางแผนการทำงาน ก่อนเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง คุณควรมีการจัดการวางแผนงานแต่ละงานก่อน ว่าควรจะเริ่มต้นทำงานอันไหนก่อนดี โดยให้เรียงลำดับตามความสำคัญของงาน งานไหนที่จำเป็นต้องทำให้เสร็จก่อน ก็ให้เลือกงานนั้น หากไม่มีการวางแผนที่ดี อาจจะทำให้คุณได้งานไม่ครบถ้วน และต้องเสียงานอย่างอื่นไปด้วย 2. ทำทีละงาน เมื่อได้แผนงานตามแผนที่ได้วางเอาไว้แล้ว ต่อไปก็ให้เลือกทำงานทีละอย่างตามขั้นตอน และระยะเวลาในการทำ และไม่ควรจะทำงานแบบจับปลาสองมือ เพราะการทำงานลักษณะนี้จะทำให้งานออกมาไม่มีคุณภาพมากพอ ถ้าหากเป็นการทำงานส่งหัวหน้า คุณก็มีสิทธิ์ได้กลับมาแก้ใหม่อีก การเลือกทำงานทีละอย่างและจดจ่ออยู่กับงานที่ทำอยู่ตรงหน้าเท่านั้น ถึงจะทำให้คุณภาพงานที่ดี 3. เลือกเวลาทำให้เหมาะสม การเลือกช่วงเวลาในการทำงานก็สำคัญเช่นกัน บางคนชอบการทำงานคนเดียว หรือชอบทำงานในช่วงกลางคืน เพราะว่ามีสมาธิในการทำงาน ดังนั้นคุณควรหาช่วงเวลาทองของคุณให้เจอ และก็ให้ทำให้เต็มที่เพื่อให้งานได้คุณภาพดี และในระหว่างการทำงานก็ไม่ควรจะทำอย่างอื่นหรืองานอื่นไปพร้อมกับงานสำคัญ เพราะนั่นจะเป็นการรบกวนการทำงานของคุณ 4. ลดงานที่ไม่จำเป็นออก หากคุณมีงานล้นมี ไม่ว่าจะเป็นงานส่วนตัวหรืองานหลักก็ตาม ให้พยายามตัดงานที่คิดว่าสำคัญน้อยที่สุดออกไปให้ได้ก่อน เพื่อที่จะให้งานที่เหลือออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด หากคุณมามัวกังวลกับงานอย่างอื่น ระหว่างที่ทำงานสำคัญ นั่นอาจจะทำให้คุณไม่มีสมาธิ และต้องรีบทำงานให้เสร็จเพื่อที่จะได้มาเริ่มงานใหม่ …

อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องใดบ้าง

การเริม่ต้นทำธุรกิจส่วนตัว

ความใฝ่ฝันของใครหลายคน ในการทำงานยุคนี้ ก็คือการเป็นนายของตัวเอง หรือที่เรียกให้เป็นทางการว่าการทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งไม่ต้องมากังวลในเรื่องของการเข้าทำงาน หรือกลัวจะมีใครมาดุด่าเหมือนกับการทำงานประจำ และที่สำคัญการทำงานประจำ เป็นโอกาสที่จะสร้างความร่ำรวยได้มากกว่าการทำงานทั่วไป แต่การจะเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวสักอย่างนั้น ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนกับคิดเท่าไหร่ ซึ่งเราต้องเตรียมความพร้อมหลายอย่างก่อนที่จะเริ่มต้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ มาดูกันว่า การเริม่ต้นทำธุรกิจ ควรเตรียมความพร้อมในเรื่องใดบ้าง 1. ทัศนคติในการทำงาน ทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ และจะเป็นตัวชี้วัดเลยว่าโอกาสก้าวหน้าในการทำธุรกิจของคุณจะเป็นอย่างไร ซึ่งคนที่จะเข้ามาทำธุรกิจส่วนตัวได้ จะต้องคิดไม่เหมือนกับคนที่ทำงานประจำ ความรับผิดชอบก็มากกว่า และที่สำคัญก็คือ ความอดทนในการทำงาน และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกิจ ที่ต้องอาศัยความอดทนอย่างสูง  ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการถอดใจก่อนได้ 2. ความพร้อมในด้านข้อมูล เมื่อคุณได้ไอเดียในการทำธุรกิจมาแล้ว ต่อไปก็คือเรื่องของข้อมูล ที่ต้องเตรียมให้พร้อม ศึกษาให้ละเอียดทุกอย่าง ยิ่งถ้าหากเราไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อนเลย ก็ยิ่งต้องศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนให้ดี อย่างน้อยก็จะทำให้คุณรู้แนวทางที่ต้องระวังในเรื่องของความเสี่ยง และรู้วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงมันได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีวิกฤติต่างๆ เข้ามา 3. เงินทุน การทำธุรกิจทุกอย่าง ล้วนต้องใช้เงินทุนทั้งสิ้น ส่วนจะมากจะน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำธุรกิจอะไร ในการทำธุรกิจครั้งแรก แนะนำว่าควรเป็นการใช้เงินทุนที่เรามีเท่านั้น ไม่ควรไปกู้มาเพื่อลงทุนเลย โดยอาจจะเริ่มเป็นธุรกิจขนาดย่อมก่อนก็ได้ เพราะถ้าหากทำแล้วไม่ได้กำไร มีความเสี่ยงสูงที่คุณจะหมดตัว ยิ่งถ้าไปกู้มาด้วย โอกาสที่จะล้มละลายก็มีมากเช่นกัน  4. …